This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
ระวัง! ฟองสบู่แตกเมื่อไร และจะเตรียมตัวยังไง
เมื่อได้ยินข่าวว่า “ฟองสบู่กำลังแตก” ผู้ลงทุนจำนวนมากรู้สึกตื่นระรัวกับการสูญเสียเงินที่อาจเกิดขึ้น ภาวะฟองสบู่เป็นวัฏจักรทางเศรษฐกิจที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า: ราคาสินทรัพย์พุ่งขึ้นเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง จากนั้นเกิดการลดลงแบบกะทันหัน ทำให้ผู้ลงทุนหลายรายประสบความสูญเสีย
ฟองสบู่คืออะไร: เมื่อราคาสินทรัพย์พุ่งเกินควร
ฟองสบู่แตกเกิดขึ้นเมื่อราคาสินทรัพย์ เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือเงินดิจิทัล ขึ้นลงนอกสัดส่วนกับความเป็นจริง การพยุงราคาที่ไม่สมเหตุสมผลนี้มักเกิดจากการเล่นราคา ความตื่นตระหนกของนักลงทุน และความคิดที่ว่า “ราคาจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ”
แต่สิ่งนี้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้นาน ความจริงก็จะปรากฏมา ผู้คนตระหนักว่าพวกเขากำลังจ่ายเงินเกินกว่าที่ควร พอตลาดเปลี่ยนทิศ ราคาจึงพลิกตัวลดลงอย่างฉับพลัน เหมือนลูกโป่งที่พองตัวเต็มที่แล้วจู่ๆ ก็บิด ผลก็คือผู้ลงทุนหลากหลายคนเสียเงินจำนวนมหาศาล
ลูกโป่งขยายเต็มฟอง: 3 ประเภทฟองสบู่หลักที่นักลงทุนต้องรู้
การเกิดฟองสบู่ไม่ได้จำกัดเพียงตลาดหุ้นเท่านั้น มันปรากฏขึ้นได้ทั่วไปในระบบเศรษฐกิจในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ฟองสบู่ในตลาดหุ้น เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเร็วกว่ากำไรที่บริษัทสร้างได้ ปกติเราดูรายได้ สินทรัพย์ และผลงานโดยรวมของบริษัท แต่บางครั้งนักลงทุนเพิกเฉยต่อข้อมูลนี้และทำให้ราคาพุ่งสูง
ฟองสบู่สินทรัพย์ กว้างขวางกว่า อสังหาริมทรัพย์เป็นตัวอย่างคลาสสิก ราคาที่อยู่อาศัยถูกพยุงให้สูงขึ้นจากการคาดหวังว่าจะยังคงสูงต่อไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ สกุลเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลเช่น บิตคอยน์ และ ไลท์คอยน์ ก็มีประวัติของฟองสบู่เช่นกัน
ฟองสบู่สินค้าโภคภัณฑ์ ส่งผลกระทบต่อราคา ทองคำ น้ำมัน และ โลหะอุตสาหกรรม ความต้องการที่กระหน่ำโดยการซื้อขายที่รุนแรงทำให้ราคาสูงขึ้นเลยเส้นที่ยั่งยืน ทันทีที่อุปทานเพิ่มขึ้นหรืออุปสงค์หาย ทุกอย่างก็พังทะลาย
พฤติกรรมฟุ่มเฟือย: ปัจจัยจิตวิทยาที่ขับเคลื่อนฟองสบู่
ฟองสบู่ไม่ได้เกิดเพียงจากปัจจัยเศรษฐกิจอย่างเดียว เรื่องจิตวิทยาจำนวนมากก็เข้ามาเกี่ยวข้อง
เมื่อคุณเห็นราคาสินทรัพย์พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงทางจิตใจก็เกิดขึ้น ความกลัวพลาดโอกาส ทำให้คนต่างพากันแห่เข้ามาซื้อ แม้พวกเขาจะไม่เข้าใจว่าสินทรัพย์นั้นคุ้มค่าเท่าไหร่ก็ตาม นี่คือ “ปรากฏการณ์ฝูง” ที่ผู้คนเดินตามฝูงโดยไม่คิดอย่างรอบคอบ
ความรักษากลวาง ทำให้คนเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนและสนใจแต่ข้อมูลที่ยืนยันความเชื่อของพวกเขา นักลงทุนจึงบอกตัวเอง “คราวนี้ต่างออกไป” ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำตัวเอง
ปัจจัยเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น อัตราดอกเบี้ยต่ำ กระตุ้นให้ผู้คนกู้เงินและลงทุน ส่วน สภาพเศรษฐกิจที่ดี ดึงเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามา ทั้งหมดนี้รวมกันสร้างพลาดน้ำที่พัดราคาขึ้นไปถึงระดับที่ไม่เป็นจริง
5 ขั้นตอนก่อนฟองสบู่แตก: รับรู้สัญญาณเตือน
การเข้าใจวัฏจักรของฟองสบู่จะช่วยให้คุณเห็นสัญญาณเตือนมาก่อนหน้าเหตุการณ์ร้ายแรง
ขั้นตอนที่ 1 - การปรากฏตัวของสิ่งใหม่ มีเทคโนโลยีใหม่ๆ อุตสาหกรรมที่น่าตื่นเต้น หรือโอกาสลงทุนที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนเศรษฐกิจ (เช่น อินเทอร์เน็ตในยุคดอทคอม) ผู้คนเริ่มสนใจ
ขั้นตอนที่ 2 - การเพิ่มมูลค่าอย่างรวดเร็ว เมื่อโอกาสนั้นดึงดูดความสนใจ นักลงทุนแห่เข้ามาจำนวนมาก ราคาเริ่มพุ่ง ในขณะนี้มีวงจรป้อนกลับบวก: ราคาสูง → ผู้คนเห็นกำไร → มีคนอีกมากเข้ามา → ราคาสูงขึ้นอีก
ขั้นตอนที่ 3 - ความหลงใหลสูงสุด ตลาดเต็มไปด้วยความหวังว่า “ราคาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” นักลงทุนมองโลกในแง่ดีเกินเหตุ พวกเขาบอกเรื่องราวสวย่างตั้งแต่เดิมของการลงทุน แม้ว่าตัวเลขแล้วไม่อยู่ตามสัดส่วน
ขั้นตอนที่ 4 - ผู้คนเริ่มล็อกกำไร บางคนตระหนัก “ราคาพุ่งขึ้นมากแล้ว” และเริ่มขาย นี่คือสัญญาณแรกว่าความมั่นใจได้สิ้นสุดลง ผู้ขายหลายรายทำให้ราคาเริ่มผันผวน
ขั้นตอนที่ 5 - ความตื่นตระหนก เมื่อราคาลดลง นักลงทุนจำนวนมากเฝ้าดูและเริ่มตระหนัก “ฟองสบู่แตกแล้ว!” ทั้งหมดพยายามขายพร้อมกัน ราคาจึงลดลงอย่างรวดเร็ว ฟองสบู่อย่างเป็นทางการก็แตกลงแล้ว
บทเรียนจากวิกฤตการณ์ในประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยตัวอย่างฟองสบู่ที่แตก ซึ่งบางตัวอย่างสร้างความเสียหายครั้งใหญ่
วิกฤตการณ์สหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2008 เริ่มมาจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ธรรมชาติ สถาบันการเงินได้อนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับผู้กู้ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ ในเวลาเดียวกัน สินเชื่อหลักเหล่านี้ถูกห่อหุ้มเป็นตราสารทางการเงินที่ซับซ้อน หลายรายเชื่อว่าราคาบ้านจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่เคยตกลง เมื่อผู้กู้เริ่มผิดนัดชำระเงิน ระบบทั้งหมดพังทะลาย ราคาอสังหาริมทรัพย์ร่วงลง ตราสารทางการเงินที่ผูกไว้กับสินเชื่อจึงไร้มูลค่า หนี้เสียทั่วโลกสูงถึง 150 พันล้านดอลลาร์ วิกฤตนี้ร้ายแรงมากจนกระทั่งเศรษฐกิจโลกตกต่ำ
วิกฤตต้มยำกุ้งไทย ค.ศ. 1997 คล้ายกันแต่ต่างกันในรายละเอียด ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว อัตราดอกเบี้ยสูง แต่นักลงทุนมองเห็นโอกาสในราคาบ้าน เงินทุนจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้า ฟองสบู่จึงเกิดขึ้น ในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 ค่าเงินบาทถูกปรับลดลง ทำให้หนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศพุ่งสูงขึ้น ผู้ลงทุนที่กู้เงินมาจำนวนมากไม่สามารถชำระคืนได้ ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก เศรษฐกิจไทยตกต่ำอย่างรุนแรง
ทั้งสองเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า การกู้เงินระยะสั้นเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวเป็นสูตรสำหรับหายนะ เมื่อฟองสบู่แตก หนี้จะกลายเป็นภาระ แต่สินทรัพย์นั้นขายไม่ได้
กลยุทธ์ป้องกันตัว: วิธีหลีกเลี่ยงการสูญเสียใหญ่
แม้เราไม่สามารถหยุดฟองสบู่ได้ แต่เรายังสามารถป้องกันตัวเองได้
ทบทวนแรงจูงใจ: ก่อนลงทุน ถามตัวเองว่า คุณลงทุนเพราะสนใจจริงๆ หรือเพราะกลัวพลาดโอกาส? คุณเข้าใจสินทรัพย์อย่างถ่องแท้หรือไม่? หากคำตอบเป็นไม่ คุณอาจมีส่วนสร้างฟองสบู่
กระจายการลงทุน: อย่าใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าเดียว การกระจายความเสี่ยงลดโอกาสเสียใหญ่เมื่อตลาดที่เดียวแตกขณะที่ตลาดอื่นอาจยังปลอดภัย
จำกัดการเล่นราคา: หากคุณสงสัยฟองสบู่ เลี่ยงสินทรัพย์ที่ดูเหมือนเก็งกำไรล้วนๆ สินทรัพย์เหล่านี้มักจะลดลงเร็วที่สุดเมื่อตลาดเปลี่ยนทิศ
ลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป: แทนที่จะลงทุนเงินทั้งหมดในครั้งเดียว ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “ค่าเฉลี่ยต้นทุนแบบดอลลาร์” ลงทุนเป็นจำนวนเล็กน้อยตามช่วงเวลา สิ่งนี้ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการซื้อเมื่อราคาอยู่ในจุดสูงสุด
เก็บเงินสดไว้: มีเงินสดสำรองช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากโอกาส หลังจากฟองสบู่แตก ราคาที่ดีอาจปรากฏขึ้น นอกจากนี้เงินสดยังเป็นตาข่ายนิรภัยหากเศรษฐกิจตกต่ำ
เรียนรู้และติดตามข้อมูล: ป้องกันที่ดีที่สุดคือความรู้ ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับตลาดที่คุณสนใจ ดูแนวโน้ม อัตราส่วน และสัญญาณเตือน ก่อนที่จะลงทุน ให้ค้นคว้าข้อมูลอย่างรอบคอบ
สรุป: ฟองสบู่แตกเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สาเหตุของ ภาวะฟองสบู่ ที่กำลังจะ แตก นั้นเกิดจากพฤติกรรมมนุษย์ที่บ้าคลั่ง: ราคาพุ่งสูงจากความหวัง ผู้คนแห่เข้ามา ราคาสูงขึ้นเพิ่มเติม ทุกคนมั่นใจว่า “คราวนี้ต่างออกไป” แล้วความจริงก็บังเหียน เมื่อผู้คนตระหนักว่าราคานั้นสูงเกินไป พวกเขาก็แห่ขายออกมา ราคาจึงพลิกตัวลดลงอย่างสุดเหวี่ยง
ฟองสบู่แตกเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของตลาด แต่คุณไม่ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหาย ด้วยการกระจายความเสี่ยง ศึกษาตลาด หลีกเลี่ยงการเล่นราคา และคิดอย่างรอบคอบ คุณสามารถปกป้องทรัพย์สินของคุณได้ แม้ราคาสินทรัพย์ไม่สูงกว่า และตลาดก็ผันผวน ความสำคัญที่สุดคือคุณจะรู้เคราะห์สถานการณ์ ทำให้คุณพร้อมเมื่อลูกโป่งเริ่มหดตัว