This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
Buy Limit และ Buy Stop - เลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณ
ในตลาดฟอเร็กซ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Buy Limit เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมการเข้าสู่ตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นเทรดเดอร์มือใหม่หรือมืออาชีพ การเข้าใจความแตกต่างระหว่างคำสั่งต่างประเภท เช่น Buy Limit และ Buy Stop จะช่วยให้คุณตัดสินใจเทรดได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะนำพาคุณไปทำความเข้าใจลักษณะ ข้อดี และข้อเสียของแต่ละประเภทคำสั่ง
คำสั่งเทรดที่รอดำเนินการคืออะไร - Market Order vs Pending Order
เมื่อคุณเข้าสู่ตลาดฟอเร็กซ์ โบรกเกอร์ทุกรายจะให้คุณเลือกใช้คำสั่งสองประเภทหลัก ได้แก่ Market Order และ Pending Order
Market Order คือการสั่งซื้อหรือขายในราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตลาดในขณะนั้นทันที ข้อดีของคำสั่งนี้คือประกันว่าการเทรดจะดำเนินการได้แน่นอน แต่ข้อเสียคือคุณอาจไม่ได้ราคาที่คาดหวัง โดยเฉพาะในช่วงความผันผวนของตลาด
ในทางตรงข้าม Pending Order (คำสั่งรอดำเนินการ) คือการตั้งค่าคำสั่งล่วงหน้าเพื่อให้ตลาดเลือนเคลื่อนไปถึงระดับราคาที่คุณกำหนดก่อน จากนั้นคำสั่งจะดำเนินการโดยอัตโนมัติ ประโยชน์คือคุณสามารถตั้งราคาเข้า-ออกที่เหมาะสมล่วงหน้า และไม่จำเป็นต้องติดตามตลาดตลอดเวลา
Buy Stop - เมื่อคุณคาดว่าราคาจะทะลุแนวต้านแล้วเพิ่มขึ้นต่อไป
Buy Stop คือคำสั่งเพื่อซื้อสินทรัพย์เมื่อราคาเพิ่มขึ้นถึงระดับที่กำหนด ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน สาระสำคัญของ Buy Stop คือการคาดการณ์ว่าเมื่อราคาทะลุระดับแนวต้านหนึ่ง ราคาจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป
ตัวอย่างเช่น หากคู่เงิน EUR/USD ขึ้นมาถึง 1.0950 แล้วไม่สามารถทะลุได้ คุณอาจคิดว่า “ถ้าราคาไปถึง 1.0970 ได้ แสดงว่าแนวต้านแตก” คุณจึงตั้ง Buy Stop ที่ 1.0970 เพื่อรองรับแนวโน้มขาขึ้นต่อไป การดำเนินการ Buy Stop จะเกิดขึ้นในราคาที่มีอยู่ในตลาดขณะนั้น ซึ่งอาจแตกต่างจากราคาที่คุณตั้งไว้เนื่องจากความเร็วของการเปลี่ยนแปลงตลาด
Buy Limit - กลยุทธ์เทรดเมื่อคาดว่าราคาจะลดลงก่อนแล้วตัวตั้งรับ
ตรงข้ามกับ Buy Stop ที่ต้องระงับไว้เหนือราคาตลาด Buy Limit คือการตั้งคำสั่งซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน ด้วย Buy Limit คุณกำลังบอกกับตลาดว่า “ฉันต้องการเข้าซื้อในราคาที่ลดราคา”
สมมติว่า EUR/USD กำลังเทรดอยู่ที่ 1.0900 แต่คุณคิดว่ามันน่าจะลดลงมาที่ 1.0850 ก่อนจะขึ้นต่อไป คุณสามารถตั้ง Buy Limit ที่ 1.0850 ได้ หากราคากลับลงมาและสัมผัสระดับนั้น Buy Limit ของคุณจะดำเนินการโดยอัตโนมัติ
ข้อดีที่สำคัญของ Buy Limit คือราคาประกันการเติมเต็มจะไม่เกินราคาที่คุณตั้งไว้ สิ่งนี้ช่วยให้คุณกำหนดจุดเข้าต่ำที่สุดได้อย่างแม่นยำ และหลีกเลี่ยงการซื้อในราคาที่ไม่เอื้ออำนวย
Sell Stop และ Sell Limit - การจัดการตำแหน่งขายอย่างเป็นระบบ
นอกจาก Buy Stop และ Buy Limit แล้ว ยังมีสองประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขาย:
Sell Stop ใช้เพื่อขายสินทรัพย์เมื่อราคาลดลงถึงระดับที่กำหนด ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน เป็นการคาดการณ์ว่าเมื่อราคาทะลุระดับแนวรับ ราคาจะยังคงลดลงต่อไป บ่อยครั้งที่เทรดเดอร์ใช้ Sell Stop เป็นเครื่องมือ Stop Loss เพื่อปิดตำแหน่งที่ขาดทุน
Sell Limit ใช้เพื่อขายสินทรัพย์ในราคาที่ต่อกว่าราคาตลาดปัจจุบัน โดยคาดว่าตลาดจะกลับตัวหลังจากไปถึงระดับนั้น ทั่วไปแล้ว Sell Limit จะตั้งไว้เหนือราคาตลาดเพื่อปลดมูลค่าให้ได้กำไรสูงสุด
ประโยชน์ของการใช้ Pending Order ในการเทรดฟอเร็กซ์
1. ระบบอัตโนมัติและลดภาระการติดตามตลาด
ประโยชน์หลักประการแรกคือการสามารถตั้งค่าล่วงหน้าแล้วปล่อยให้ระบบทำงาน เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องนั่งหน้าจอตลาดตลอดเวลา เพียงตั้งราคาเข้า-ออก Stop Loss และ Take Profit ไว้ เมื่อตลาดเลือนเคลื่อนถึงระดับนั้น Buy Limit และคำสั่งอื่นๆ จะดำเนินการโดยอัตโนมัติ ช่วยให้คุณมีเวลากับชีวิตส่วนตัวหรือศึกษาตลาดในขณะที่เทรดเดอร์กำลังทำงาน
2. ความแม่นยำในการเข้าและออกตำแหน่ง
ด้วย Buy Limit คุณสามารถตั้งราคาเข้าที่แม่นยำได้ ไม่จำเป็นต้องจับราคาที่บรรพก - ลดหลั่น ความแม่นยำนี้มีความสำคัญเมื่อเทรดในการทะลุแนวรับ-แนวต้าน เพราะการเข้าในราคาที่ผิดแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กำไรลดลงได้มาก
3. การบริหารความเสี่ยงอย่างพิจารณา
ด้วยการกำหนด Buy Limit ร่วมกับ Stop Loss ที่เหมาะสม คุณสามารถควบคุมอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน ก่อนที่จะวางเทรด จึงช่วยให้เทรดเดอร์จำกัดการสูญเสีย และล็อคกำไรได้แม้ว่าจะไม่ได้ติดตามตลาดทั้งวัน
4. หลีกเลี่ยงการตัดสินใจด้วยอารมณ์
อารมณ์มักจะทำให้เทรดเดอร์เปลี่ยนใจ เช่น “ราคาลดลงเพิ่มเติมอีกนิดเดียว ฉันยังซื้อไม่ได้” หรือ “ราคากำลังขึ้น ฉันควรเพิ่มตำแหน่งหรือไม่” ด้วย Pending Order คุณได้ตั้งหลักการแล้ว คำสั่งจะดำเนินการตามแผน ไม่ได้ถูกควบคุมโดยความรู้สึก ทำให้เทรดมีระเบียบวินัยมากขึ้น
ข้อควรระวังและข้อจำกัดของ Pending Order
ความผันผวนที่คาดเดาไม่ได้
ตลาดฟอเร็กซ์สามารถเผ่นตัวได้ขนาดใหญ่เมื่อมีข่าวสำคัญ เช่น ข้อมูลการจ้างงาน การประกาศนโยบายธนาคารกลาง หรือเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่คาดคิด เมื่อตลาด “gap” (กระโดด) ข้าม Buy Limit ของคุณ คำสั่งไม่อาจดำเนินการในราคาที่คุณต้องการ หรือบางครั้ง Buy Stop ของคุณอาจเกิด slippage ที่ใหญ่โตขึ้น
อาจพลาดการแสดงขากลับของตลาด
หากราคาไม่เลือนเคลื่อนถึงระดับที่คุณตั้ง Buy Limit ไว้ คำสั่งจะไม่ดำเนินการและคุณจะพลาดการเทรดนั้น บางครั้งราคากลับตัวลงมาที่ระดับที่คุณคาดไว้ แต่ใกล่จนเกินไป แล้วกระเด็นขึ้นไป ในสถานการณ์เช่นนี้ Buy Limit ของคุณไม่อาจดำเนินการได้
ความซับซ้อนในการจัดการหลายคำสั่ง
เมื่อคุณเริ่มใช้หลายคำสั่ง เช่น Buy Limit ที่ระดับต่าง ๆ พร้อม Stop Loss และ Take Profit หลายครั้ง ความสับสนมักเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อท่านทำความเข้าใจผิดว่าคำสั่งใดดำเนินการแล้ว หรือคำสั่งใดยังคงรออยู่
วิธีการวางคำสั่ง Buy Limit และ Buy Stop อย่างเป็นระบบ
เมื่อเข้าสู่แพลตฟอร์มการเทรดออนไลน์ ขั้นตอนการตั้งคำสั่งโดยทั่วไปมีดังนี้:
ขั้นตอนที่ 1 - เข้าระบบและเลือกสินทรัพย์
เข้าสู่บัญชีของคุณในแพลตฟอร์มการเทรด (เช่น Mitrade) เลือกคู่เงินหรือสินทรัพย์ที่ต้องการเทรด เช่น EUR/USD หรือ GBP/USD
ขั้นตอนที่ 2 - คลิกที่ปุ่ม “ซื้อขาย” และเลือกประเภทคำสั่ง
มองไปที่เมนูด้านขวามือของกระดานเทรด คุณจะเห็นตัวเลือกสำหรับประเภทคำสั่ง เลือก “Pending Order” แล้วจึงเลือก Buy Limit หรือ Buy Stop ตามต้องการ
ขั้นตอนที่ 3 - ป้อนรายละเอียด Buy Limit
ถ้าคุณเลือก Buy Limit ให้:
ขั้นตอนที่ 4 - ยืนยันและรอการดำเนินการ
คลิกปุ่ม “ยืนยัน” หรือ “วาง Buy Limit” เมื่อคำสั่งดำเนินการแล้ว ระบบจะแสดงหมายเหตุให้ทราบ คุณสามารถตรวจสอบคำสั่งที่รออยู่ได้จากหมวด “Pending Orders” ในแพลตฟอร์ม
ข้อผิดพลาดทั่วไปที่เทรดเดอร์มักทำเมื่อใช้คำสั่ง
1. ไม่ใช้ Stop Loss อย่างเพียงพอ
Stop Loss คือเครื่องมือป้องกันการขาดทุนครั้งใหญ่ หลายเทรดเดอร์ขี้เกียจที่จะตั้ง Stop Loss เพราะหวังว่าตลาดจะกลับตัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือการขาดทุนขยายตัวไปเรื่อย ๆ ถ้าคุณใช้ Buy Limit แต่ไม่ใช้ Stop Loss ความเสี่ยงของคุณอาจไม่มีขีดจำกัด
2. ใช้ Leverage มากเกินไป
Leverage ช่วยให้คุณควบคุมเงินจำนวนมากด้วยเงินทุนเล็กน้อย แต่มันยังเพิ่มความเสี่ยงได้เป็นสองเท่า หากคุณใช้ leverage 100:1 และซื้อ 10 ล็อต Buy Limit แล้วตลาดไป 100 pips สวนทาง คุณอาจขาดทุนหมดตัวได้ สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ ความสำคัญ leverage ระหว่าง 1:10 ถึง 1:20 เพียงพอแล้ว
3. ไม่มีแผนการเทรด
ความผิดพลาดอีกประการหนึ่งคือการวางคำสั่งแบบ “อวดดู” โดยไม่มีแนวทาง วิเคราะห์เทคนิคหรือข้อมูลพื้นฐาน ดีกว่านั้นคือคุณควรมีแนวทางชัดเจน: ระบุระดับแนวรับ-แนวต้าน คำนวณอัตราส่วน risk-reward ตั้งค่า Buy Limit บนพื้นฐานนั้น
4. ตั้ง Buy Limit ใกล้เคียงกับราคาตลาด
เมื่อตั้ง Buy Limit ต้องเว้นระยะห่างที่เพียงพอจากราคาปัจจุบัน เพื่อให้ราคาลดลงมาจริง ๆ หากคุณตั้ง Buy Limit ห่างจากราคาตลาดเพียง 10 pips ตลาดอาจไม่ลดลงถึงระดับนั้น คำสั่งจะไม่ดำเนินการ และคุณพลาดโอกาส ในทางตรงข้าม หากตั้งห่างเกินไป เช่น 500 pips ประโยชน์ของ Buy Limit ก็หายไป
5. ไม่ติดตามสภาวะตลาด
แม้ว่า Pending Order จะช่วยให้คุณไม่ต้องติดตามตลาดตลอดเวลา คุณยังคงควรตรวจสอบตลาดเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะเมื่อเข้าใกล้เหตุการณ์ข่าวสำคัญ ถ้าข่าวจะออกมา Buy Limit ของคุณอาจได้ slippage มาก ในสถานการณ์เช่นนี้ คุณอาจต้องปรับเปลี่ยนคำสั่งหรือยกเลิกเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
ความสำคัญของการจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
ไม่ว่าคุณจะใช้ Buy Limit, Buy Stop, หรือประเภทคำสั่งไหนก็ตาม การจัดการความเสี่ยง คือรากฐานของการเทรดที่ประสบความสำเร็จ
ขั้นตอนแรกคือการตั้ง Stop Loss เสมอ ไม่เว้นแม้คำสั่งเดียว ขั้นตอนที่สองคือการกำหนด Take Profit ที่สมเหตุสมผล พยายามให้อัตราส่วน risk:reward เป็น 1:2 ขึ้นไป เช่น หากคุณเสี่ยง 100 ดอลลาร์ ต้องหวังกำไรอย่างน้อย 200 ดอลลาร์
ขั้นตอนที่สามคือการกำหนดขนาดตำแหน่ง ไม่ควรเสี่ยงเงินมากกว่า 1-2% ของบัญชีต่อการเทรดครั้งเดียว ถ้าบัญชีคุณมี 10,000 ดอลลาร์ การเสี่ยงไม่ควรเกิน 100-200 ดอลลาร์ต่อเทรด วิธีนี้แม้ว่าเทรดบางครั้งขาดทุนก็สามารถทนไว้ได้อย่างยาวนาน
สรุปและการเลือกใช้ buy limit กับ buy stop อย่างชาญฉลาด
Buy Limit และ Buy Stop เป็นอาวุธสองแบบที่มีความแตกต่างกัน ใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน Buy Limit เหมาะสำหรับเมื่อคุณคาดว่าราคาจะลดลงมาก่อนขึ้นต่อไป เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและการควบคุมราคาเข้า ส่วน Buy Stop เหมาะสำหรับเมื่อคุณต้องการเข้าตามแนวโน้มขาขึ้นเมื่อแนวต้านแตก
การตัดสินใจเลือกใช้คำสั่งไหนต้องขึ้นอยู่กับ:
การรู้ว่าจะใช้ buy limit และ buy stop ให้เหมาะสม พร้อมกับการบริหารความเสี่ยงที่ดี จะช่วยให้คุณเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมากขึ้น เทรดที่ประสบผลสำเร็จนั้นไม่ได้มาจากการเอาชนะตลาด แต่มาจากการคุมตัวเอง การมีแผน และการปฏิบัติตามแผนนั้นอย่างมีวินัย