ในโลกของการเทรดสินทรัพย์ทางการเงิน มีสองแนวทางหลักที่ผู้เทรดทุกคนต้องเข้าใจและเชี่ยวชาญ นั่นคือการเทรดแบบ long และแบบ short ทั้งสองวิธีนี้เป็นรากฐานของการสร้างกำไรในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบสองทิศทาง ไม่ว่าตลาดจะเคลื่อนตัวขึ้นหรือลงก็สามารถเก็งกำไรได้ มาทำความเข้าใจรายละเอียดของกลยุทธ์ทั้งสองนี้อย่างละเอียด
ความแตกต่างระหว่าง Long Position กับ Short Position
การเทรดแบบ long และ short นั้นมีความแตกต่างกันโดยพื้นฐาน ผู้เทรดที่เปิดสถานะ long กำลังแสดงความเชื่อว่าราคาสินทรัพย์นั้นจะเพิ่มขึ้น เขาจึงเริ่มต้นด้วยการสั่งซื้อและรอจนกว่าราคาจะสูงขึ้นเพื่อขายออกเก็บกำไร วิธีนี้เรียกว่า “ซื้อถูก-ขายแพง”
ในทางตรงข้าม ผู้เทรดที่เปิดสถานะ short กำลังพนันว่าราคาจะลดลง เขาจึงตัดสินใจขายหุ้นหรือสินทรัพย์ไปก่อน แม้ว่าจะยังไม่เป็นเจ้าของจริง ด้วยการยืมจากโบรกเกอร์ จากนั้นรอให้ราคาลดลงเพื่อซื้อคืน วิธีนี้เรียกว่า “ขายแพง-ซื้อคืนให้ถูก”
สิ่งที่สำคัญคือ long position นั้นเป็นวิธีการเทรดแบบดั้งเดิมที่ส่วนใหญ่นักลงทุนคุ้นเคย แต่ short position เป็นเครื่องมือที่ทำให้นักเทรดสามารถทำกำไรได้แม้ในสถานการณ์ที่ตลาดกำลังเคลื่อนตัวลง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสในการทำกำไรให้มากขึ้นทั้งสองทิศทางของตลาด
อนุญาติของเครื่องมือทางการเงินต่างๆสำหรับ Long และ Short
ไม่ใช่ทุกเครื่องมือทางการเงินที่อนุญาตให้ใช้ short position ได้ การซื้อขายหุ้นทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์อนุญาตให้ long ได้เสมอ แต่ short นั้นอาจจำกัดหรือจำเป็นต้องไปผ่านขั้นตอนการยืมหุ้นที่ยุ่งยากก่อน
อย่างไรก็ตาม สัญญาอนุพันธ์อย่าง CFD, TFEX, และ BlockTrade นั้นอนุญาตให้ใช้ได้ทั้ง long และ short อย่างสะดวก โดยเฉพาะ CFD ทำให้การเปิดสถานะ short กลายเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ผู้เทรดสามารถสลับระหว่าง long และ short ได้อย่างคล่องตัว
ข้อดีของการใช้ CFD คือผู้เทรดสามารถใช้อัตราทด (Leverage) ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มความเป็นไปได้ของกำไรได้มากขึ้น แต่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่ตามมาด้วย ผู้เทรดควรตรวจสอบเครื่องมือที่เลือกใช้ว่าสนับสนุน short position หรือไม่ ก่อนที่จะลงทุน
ตัวอย่างการสร้างกำไรจาก Long และ Short ในสถานการณ์จริง
ทั้ง long และ short position นั้นมีความเสี่ยงของตัวเอง ผู้เทรดที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ลงทุนแบบสุ่มๆ แต่ต้องมีการศึกษาและวิเคราะห์ตลาดอย่างเป็นระบบ
สำหรับ long trading ผู้เทรดต้องมองหาสัญญาณเชิงบวก เช่น ข่าวข้อมูลดี การปรับปรุงผลประกอบการ หรือแนวโน้มทางเทคนิคที่แข็งแกร่ง ก่อนตัดสินใจเปิดสถานะ
สำหรับ short trading ผู้เทรดต้องระวังมากยิ่งขึ้น เพราะอาจารณ์ขาดทุนนั้นสามารถไม่มีขีดจำกัดได้ หากตลาดพุ่งขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ผู้เทรดต้องมีแผนจัดการความเสี่ยงที่ชัดเจน และต้องกำหนด stop loss (จุดปิดสถานะเพื่อหยุดขาดทุน) อย่างเข้มงวด
ในโลกของการเทรดสมัยใหม่ เครื่องมือเช่น CFD ทำให้นักเทรดสามารถสร้างกลยุทธ์ที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเทรด long เพื่อตกลง-ขึ้น หรือเทรด short เพื่อขึ้น-ลงทั้งสองวิธีสามารถสร้างกำไรได้ หากมีความรู้ เครื่องมือที่ดี และการจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ การเทรด long และ short นี้สามารถเป็นกลวิธีการสร้างรายได้จากตลาดเงินที่ผันผวนได้
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
Long และ Short คืออะไร - กลยุทธ์การเทรดที่จำเป็น
ในโลกของการเทรดสินทรัพย์ทางการเงิน มีสองแนวทางหลักที่ผู้เทรดทุกคนต้องเข้าใจและเชี่ยวชาญ นั่นคือการเทรดแบบ long และแบบ short ทั้งสองวิธีนี้เป็นรากฐานของการสร้างกำไรในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบสองทิศทาง ไม่ว่าตลาดจะเคลื่อนตัวขึ้นหรือลงก็สามารถเก็งกำไรได้ มาทำความเข้าใจรายละเอียดของกลยุทธ์ทั้งสองนี้อย่างละเอียด
ความแตกต่างระหว่าง Long Position กับ Short Position
การเทรดแบบ long และ short นั้นมีความแตกต่างกันโดยพื้นฐาน ผู้เทรดที่เปิดสถานะ long กำลังแสดงความเชื่อว่าราคาสินทรัพย์นั้นจะเพิ่มขึ้น เขาจึงเริ่มต้นด้วยการสั่งซื้อและรอจนกว่าราคาจะสูงขึ้นเพื่อขายออกเก็บกำไร วิธีนี้เรียกว่า “ซื้อถูก-ขายแพง”
ในทางตรงข้าม ผู้เทรดที่เปิดสถานะ short กำลังพนันว่าราคาจะลดลง เขาจึงตัดสินใจขายหุ้นหรือสินทรัพย์ไปก่อน แม้ว่าจะยังไม่เป็นเจ้าของจริง ด้วยการยืมจากโบรกเกอร์ จากนั้นรอให้ราคาลดลงเพื่อซื้อคืน วิธีนี้เรียกว่า “ขายแพง-ซื้อคืนให้ถูก”
สิ่งที่สำคัญคือ long position นั้นเป็นวิธีการเทรดแบบดั้งเดิมที่ส่วนใหญ่นักลงทุนคุ้นเคย แต่ short position เป็นเครื่องมือที่ทำให้นักเทรดสามารถทำกำไรได้แม้ในสถานการณ์ที่ตลาดกำลังเคลื่อนตัวลง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสในการทำกำไรให้มากขึ้นทั้งสองทิศทางของตลาด
วิธีการใช้งาน Short และ Long ในตลาดจริง
การเทรด Long - ตัวอย่างจากตลาดหุ้น
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นนักลงทุนชื่อสมชาย และคุณได้รับข้อมูลว่าบริษัท PEAR จะมีผลประกอบการไตรมาสนี้ที่ดีขึ้น ราคาหุ้นอาจจะพุ่งสูงขึ้น สมชายจึงตัดสินใจซื้อหุ้น 100 หุ้นที่ราคา 35 เหรียญต่อหุ้น (ลงทุนรวม 3,500 เหรียญ) นี่คือการเปิดสถานะ long
หลังจากนั้น ข้อมูลข่าวดีนั้นสร้างผลกระทบต่อตลาด ราคาหุ้น PEAR พุ่งขึ้นไปถึง 40 เหรียญต่อหุ้น สมชายจึงขายหุ้นทั้ง 100 หุ้นออกไป เขาได้กำไร 5 เหรียญต่อหุ้น หรือรวม 500 เหรียญ (40 × 100 - 35 × 100 = 500) นี่คือผลกำไรจากการซื้อถูกและขายแพง
การเทรด Short - ตัวอย่างจากตลาดหุ้น
ตอนนี้ลองมองมุมอื่น สมชายได้ยินข่าวว่าประเทศซัพพลายเยอรุ่นวัตถุดิบให้บริษัท ORANGE กำลังจะหยุดการส่งออก สมชายมองว่าข้อมูลนี้จะเป็นผลเสียต่อราคาหุ้น ORANGE สมชายจึงตัดสินใจเปิดสถานะ short โดยยืมหุ้น 100 หุ้นจากโบรกเกอร์และนำมาขายที่ราคา 35 เหรียญต่อหุ้น (ได้เงิน 3,500 เหรียญ)
อย่างที่คาดการณ์ไว้ ข่าวดำหนินำให้ราคาตกลง ราคาหุ้น ORANGEลดลงเหลือ 30 เหรียญต่อหุ้น สมชายจึงซื้อหุ้นกลับ 100 หุ้นที่ราคา 30 เหรียญต่อหุ้น (ใช้เงิน 3,000 เหรียญ) และคืนให้โบรกเกอร์ สมชายเก็บกำไร 5 เหรียญต่อหุ้น หรือรวม 500 เหรียญ (35 × 100 - 30 × 100 = 500) นี่คือผลกำไรจากการขายแพงและซื้อคืนให้ถูก
อนุญาติของเครื่องมือทางการเงินต่างๆสำหรับ Long และ Short
ไม่ใช่ทุกเครื่องมือทางการเงินที่อนุญาตให้ใช้ short position ได้ การซื้อขายหุ้นทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์อนุญาตให้ long ได้เสมอ แต่ short นั้นอาจจำกัดหรือจำเป็นต้องไปผ่านขั้นตอนการยืมหุ้นที่ยุ่งยากก่อน
อย่างไรก็ตาม สัญญาอนุพันธ์อย่าง CFD, TFEX, และ BlockTrade นั้นอนุญาตให้ใช้ได้ทั้ง long และ short อย่างสะดวก โดยเฉพาะ CFD ทำให้การเปิดสถานะ short กลายเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ผู้เทรดสามารถสลับระหว่าง long และ short ได้อย่างคล่องตัว
ข้อดีของการใช้ CFD คือผู้เทรดสามารถใช้อัตราทด (Leverage) ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มความเป็นไปได้ของกำไรได้มากขึ้น แต่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่ตามมาด้วย ผู้เทรดควรตรวจสอบเครื่องมือที่เลือกใช้ว่าสนับสนุน short position หรือไม่ ก่อนที่จะลงทุน
ตัวอย่างการสร้างกำไรจาก Long และ Short ในสถานการณ์จริง
บทเรียนจากการเทรด Long
ในตัวอย่างหลัก สมชายเปิดสถานะ long ที่ 35 เหรียญ เพราะเขาคาดหวังว่าราคาจะปรับตัวขึ้น และต้องการซื้อถูก-ขายแพง เขารอจนกว่าราคา PEAR สูงขึ้นเป็น 40 เหรียญ จึงปิดสถานะเก็บกำไร 500 เหรียญ
แต่ลองจินตนาการในสถานการณ์อื่น ถ้ากรณีไม่ได้เป็นไปตามคาดการณ์ สมชายเปิด long ที่ 35 เหรียญ แต่ราคาไม่ได้ขึ้น กลับลดลงมาเหลือ 32 เหรียญ สมชายต้องตัดสินใจปิดสถานะเพื่อหยุดการขาดทุน เขาจึงขายออกไปเสียผลขาดทุน 3 เหรียญต่อหุ้น หรือรวม 300 เหรียญ นี่แสดงให้เห็นว่า long position นั้นติดสินค้าและอาจขาดทุนหากตลาดไม่ขึ้นตามคาดการณ์
บทเรียนจากการเทรด Short
ในทำนองเดียวกัน เมื่อสมชายเปิด short position ที่ 35 เหรียญ คาดว่าราคาจะลด เขาได้รับผลดี ราคา ORANGE ลดลงเหลือ 30 เหรียญ สมชายซื้อคืนและปิดสถานะเก็บกำไร 500 เหรียญ
แต่ถ้ากรณีตรงกันข้าม ราคา ORANGE พุ่งขึ้นไปถึง 38 เหรียญ สมชายต้องปิดสถานะเพื่อหลีกเลี่ยงขาดทุนเพิ่มเติม เขาต้องซื้อหุ้นกลับที่ราคา 38 เหรียญ ในขณะที่เขาขายไปที่ 35 เหรียญ ทำให้เสียผลขาดทุน 3 เหรียญต่อหุ้น หรือรวม 300 เหรียญ short position ก็มีความเสี่ยงที่การเทรดผิด
ข้อแนะนำเพื่อการเทรด Long และ Short อย่างรอบคอบ
ทั้ง long และ short position นั้นมีความเสี่ยงของตัวเอง ผู้เทรดที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ลงทุนแบบสุ่มๆ แต่ต้องมีการศึกษาและวิเคราะห์ตลาดอย่างเป็นระบบ
สำหรับ long trading ผู้เทรดต้องมองหาสัญญาณเชิงบวก เช่น ข่าวข้อมูลดี การปรับปรุงผลประกอบการ หรือแนวโน้มทางเทคนิคที่แข็งแกร่ง ก่อนตัดสินใจเปิดสถานะ
สำหรับ short trading ผู้เทรดต้องระวังมากยิ่งขึ้น เพราะอาจารณ์ขาดทุนนั้นสามารถไม่มีขีดจำกัดได้ หากตลาดพุ่งขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ผู้เทรดต้องมีแผนจัดการความเสี่ยงที่ชัดเจน และต้องกำหนด stop loss (จุดปิดสถานะเพื่อหยุดขาดทุน) อย่างเข้มงวด
ในโลกของการเทรดสมัยใหม่ เครื่องมือเช่น CFD ทำให้นักเทรดสามารถสร้างกลยุทธ์ที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเทรด long เพื่อตกลง-ขึ้น หรือเทรด short เพื่อขึ้น-ลงทั้งสองวิธีสามารถสร้างกำไรได้ หากมีความรู้ เครื่องมือที่ดี และการจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ การเทรด long และ short นี้สามารถเป็นกลวิธีการสร้างรายได้จากตลาดเงินที่ผันผวนได้