ทฤษฎีดาวเทียรี่ไม่ได้เกิดมาจากห้องวิจัยหรือคณะกรรมการวิชาการ แต่เกิดจากการสังเกตและการปฏิบัติจริงของนักข่าวและนักลงทุนชาวอเมริกัน ชื่อ Charles H. Dow ผู้ก่อตั้ง The Wall Street Journal และเป็นผู้สร้างดัชนี Dow Jones ที่มีชื่อเสียง
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 Dow ได้เขียนบทความชุดหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ตนเป็นบรรณาธิการ ซึ่งภายหลังถูกรวบรวมเป็นหลักการสำคัญเกี่ยวกับวิธีการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของตลาด หลังจากที่ Dow เสียชีวิต William Peter Hamilton ผู้ที่เป็นเพื่อนร่วมงาน ได้คงไว้และพัฒนาทฤษฎีนี้ต่อไป ทำให้ Dow Theory กลายเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) จนถึงวันนี้
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
ทฤษฎีดาวเทียรี่ คืออะไร? นักลงทุนสมัยใหม่ควรเข้าใจเรื่องนี้ให้ลึก
ถ้าคุณเคยสังสัยว่าทำไมตลาดราคาจึงขึ้นลงเป็นลักษณะวน ๆ และเหตุใดแนวโน้มจึงมีอำนาจในการตัดสินใจเทรด ก็ต้องมารู้จัก ทฤษฎีดาวเทียรี่ (Dow Theory) ให้มากขึ้น ทฤษฎีที่ถูกพัฒนามาเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว กลับยังคงส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนทั่วโลก แม้ในยุคของข้อมูลขนาดใหญ่ และเครื่องมือวิเคราะห์ที่ล้ำสมัย
บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจโลกของแนวโน้มตลาด วิธีการใช้ทฤษฎีดาวเพื่อตัดสินใจเทรด และเหตุใดจึงยังมีความเกี่ยวข้องในปัจจุบัน
เกิดมาจากไหน? สำรวจต้นกำเนิดและการพัฒนาของทฤษฎีดาว
ทฤษฎีดาวเทียรี่ไม่ได้เกิดมาจากห้องวิจัยหรือคณะกรรมการวิชาการ แต่เกิดจากการสังเกตและการปฏิบัติจริงของนักข่าวและนักลงทุนชาวอเมริกัน ชื่อ Charles H. Dow ผู้ก่อตั้ง The Wall Street Journal และเป็นผู้สร้างดัชนี Dow Jones ที่มีชื่อเสียง
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 Dow ได้เขียนบทความชุดหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ตนเป็นบรรณาธิการ ซึ่งภายหลังถูกรวบรวมเป็นหลักการสำคัญเกี่ยวกับวิธีการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของตลาด หลังจากที่ Dow เสียชีวิต William Peter Hamilton ผู้ที่เป็นเพื่อนร่วมงาน ได้คงไว้และพัฒนาทฤษฎีนี้ต่อไป ทำให้ Dow Theory กลายเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) จนถึงวันนี้
วิธีการทำงาน: ตลาดราคาเป็นเหมือนคลื่นทะเล
ความคิดหลักของ ทฤษฎีดาวเทียรี่ นั้นง่ายแต่ลึกซึ้ง: การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเปรียบเสมือนคลื่นทะเล
ลองนึกภาพคลื่นในมหาสมุทร - เมื่อตลาดขึ้นไป คลื่นที่ขึ้นด้านบน (Higher High) ก็จะสูงกว่าคลื่นก่อนหน้า และจุดต่ำสุด (Higher Low) ก็จะสูงกว่าที่เคยเป็น แต่เมื่อตลาดลงมา คลื่นก็จะกลับกัน - จุดสูงสุดใหม่ (Lower High) จะต่ำกว่า และจุดต่ำสุด (Lower Low) ก็จะต่ำลง
ระหว่างนี้ยังมีการเคลื่อนไหวย่อย ๆ หลายคลื่น ซึ่งบางคลื่นจะทวนทิศทางหลัก แต่ทิศทางโดยรวมของคลื่นชาววังช่วงยาวนั้นยังคงเป็นตามกำลังหลัก ทฤษฎีดาวเทียรี่บอกว่า ถ้าคุณเข้าใจลักษณะของคลื่นเหล่านี้ คุณจะเข้าใจการขึ้นลงของตลาด
ทำไมถึงสำคัญ? ความเกี่ยวข้องของทฤษฎีดาว
ทฤษฎีดาวเทียรี่ไม่ใช่เพียงสิ่งที่สอนในห้องเรียน มันเป็นเครื่องมือที่นักลงทุนระดับไฮเอนด์ยังคงใช้ในการตัดสินใจ นักวิเคราะห์ตลาดคนโปรยังคงตรวจสอบแนวโน้มหลัก ปริมาณการซื้อขาย และสัญญาณยืนยัน
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? เพราะทฤษฎีดาวไม่ใช่เรื่องของสูตรซับซ้อนหรือข้อมูลเศรษฐศาสตร์ที่ท้อหรือ นี่คือการสังเกตรูปแบบพื้นฐาน - รูปแบบที่ซ้ำไปซ้ำมาผ่านรอบวงจรตลาดหลายรอบ ยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่จิตใจของตลาดก็ยังเหมือนเดิม - กลัว โลภ หวัง และสงสัย
เมื่อคุณเข้าใจ Dow Theory ให้แจ่มชัด คุณจะมีความสามารถในการ:
3 ประเภท แต่หมายถึงระดับของการเคลื่อนไหว
ตลาดไม่ได้ขึ้นหรือลงแบบตรงไป ๆ มันถูกสร้างจากการเคลื่อนไหวแบบซ้อนกันทั้งหลาย ทฤษฎีดาวเทียรี่จึงแบ่งมันออกเป็น 3 ระดับตามระยะเวลา:
1. Primary Trend (แนวโน้มหลัก) - การขึ้นลงครั้งใหญ่
นี่คือการเคลื่อนไหวที่มีอำนาจมากที่สุด ระยะเวลากว้างตั้งแต่ 200 วันถึง 4 ปีขึ้นไป คิดมันเป็นกระแสหลักของมหาสมุทร ซึ่งบอกแนวทางที่คลื่นจะไป นักลงทุนระยะยาวต้องสนใจแนวโน้มประเภทนี้มากที่สุด
2. Intermediate Trend (แนวโน้มรอง) - การปรับตัวระหว่างกลาง
ระยะเวลาตั้งแต่ 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือน นี่คือคลื่นรองที่เกิดขึ้นบนกระแสหลัก บางครั้งมันจะทวนทิศทางหลักอยู่ชั่วคราว แต่ทั้งนี้มันก็ยังเป็นส่วนของการเคลื่อนไหวหลักในระยะยาว
3. Minor Trend (แนวโน้มย่อย) - ความผันผวนในแต่ละวัน
ไม่เกิน 3 สัปดาห์ คือเสียงสัญญาณรบกวน ความผันผวนที่เกิดในระหว่างการซื้อขายแต่ละวัน นักลงทุนขาวต่อเข้าใจผิดว่านี่คือแนวโน้มจริง และจึงทำการเลือกผิด
ทั้ง 3 ระดับนี้สามารถแสดงตัวได้ในรูปแบบของ Uptrend (ขาขึ้น) Downtrend (ขาลง) หรือ Sideway (ออกข้าง) ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของจุดสูง-ต่ำ
6 หลักการ ที่ทำให้ทฤษฎีดาวยังมีคุณค่าจนถึงวันนี้
เมื่อคุณเข้าใจ Dow Theory ลึกลง คุณจะพบว่ามี 6 หลักการหลัก ที่ใช้เป็นกำแพงคุ้มครองในการตัดสินใจ:
1️⃣ ตลาดดูดซับข้อมูลทั้งหมดแล้ว
ข้อมูลข่าว ข้อมูลพื้นฐาน การคาดการณ์ รวมทั้งอารมณ์ของผู้เข้าร่วม - ทั้งหมดนี้ได้ปรากฏตัวในราคาเรียบร้อยแล้ว คุณจึงไม่ต้องพยายามชั่งน้ำหนักข้อมูลแต่ละชิ้น เพียงแต่อ่านสิ่งที่ราคากำลังบอก
2️⃣ แนวโน้มมีอยู่ 3 ระดับ
ตามที่เราได้เล่าไปแล้ว
3️⃣ แต่ละแนวโน้มมี 3 ช่วงเวลา
ช่วงที่ 1 - สะสม (Accumulation): ผู้เล่นใหญ่เริ่มเข้ามาซื้ออย่างเงียบ ๆ ราคายังต่ำและแนวโน้มยังไม่ชัดเจน นักลงทุนสายลุ้น ๆ ยังไม่มีความเชื่อใจ
ช่วงที่ 2 - ปรับตัวแรง (Public Participation): แนวโน้มชัดเจน ข่าวด้านบวกลุกเพิ่มขึ้น ปลายแหลนหนวดจะเริ่มเข้าเทรด กำไรทำให้ง่าย นี่คือช่วงทองสำหรับนักเก็งกำไร
ช่วงที่ 3 - แจกจ่าย (Distribution): ผู้เล่นใหญ่เริ่มวิดพื้น ราคาวิ่งบิด บวก ข่าวดีต่างพูดถึงกันเพิ่มขึ้น ผู้เข้ามาใหม่อยากเข้าซื้อ แต่นี่คือช่วงที่ที่ผู้เล่นใหญ่วิดออก ความเสี่ยงสูงขึ้นมาก
4️⃣ ทุกอย่างต้องสอดคล้องกัน
Dow เองเคยใช้ดัชนีอุตสาหกรรมและดัชนีการขนส่งเพื่อยืนยันซึ่งกันและกัน ถ้าหนึ่งอันแสดงสัญญาณบวกแต่อีกอันเป็นลบ สัญญาณนั้นยังไม่แข็งแกร่ง ต้องรอสัญญาณยืนยันจากทุกมุมก่อน
5️⃣ ปริมาณ (Volume) ต้องตัดลงชี้ขาด
ในแนวโน้มขาขึ้น ปริมาณการซื้อควรเพิ่มขึ้นเมื่อราคาขึ้น หากราคาขึ้นแต่ปริมาณลด นั่นเป็นสัญญาณเตือน นี่คือการยืนยันหรือไม่ยืนยันความแข็งแรงของแนวโน้ม
6️⃣ แนวโน้มจะดำเนินต่อไป จนกว่ามีสัญญาณชัดเจนเปลี่ยนแปลง
ห้ามตามใจ เพียงแต่ฝั่งตลาดไปทางไหน และสัญญาณเปลี่ยนแปลง (เช่น ทำจุดต่ำใหม่หลังจากไม่สามารถทำจุดสูงใหม่) ได้ปรากฏขึ้น
ทำความเข้าใจ Double Bottom และ Double Top เพื่อจับรับสัญญาณเปลี่ยนแปลง
คุณอาจเคยได้ยินพูดถึง Double Bottom และ Double Top ในวงการเทรด และทฤษฎีดาวเทียรี่นั้นเป็นพื้นฐานของมัน
Double Bottom เกิดขึ้นเมื่อราคาลงแตะจุดต่ำสุดครั้งแรก หุบขึ้นเล็กน้อย แล้วลงลึกซำ้แล้วแตะจุดต่ำสุดใกล้ เคียงเดิมอีกครั้ง เมื่อจากนั้นราคาเริ่มขึ้น กราฟก็ทำรูปตัวแคปซูล “U” หรือเลข “2” ในพิมพ์ W แบบแอบแนว นี่เป็นสัญญาณที่ตลาดอาจกำลังจะเปลี่ยนจากขาลงเป็นขาขึ้น
Double Top คือสิ่งที่ตรงข้ามกัน ราคาขึ้นถึงจุดสูงสุด หลังจากนั้นลงมาเล็กน้อย แล้วพยายามขึ้นไปแตะจุดสูงเดิมอีกครั้ง แต่ล้มเหลวและลงมา การแพ่นี้บ่งชี้ว่าตลาดสามารถจำกัดการขึ้นไปได้ และอาจกำลังจะเปลี่ยนเป็นขาลง
เมื่อเห็นรูปแบบเหล่านี้ เราไม่ควรเพิ่งเตรียมเพียงแค่ “อ่านว่าจะเกิดอะไร” แต่ควรเตรียมการเทรดตามแนวทางใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ข้อดี และข้อเสีย: เครื่องมือนั้นรูปแบบดี แต่ไม่ใช่วิธีแก้ไขทั้งหมด
ข้อดี ✅
หลักการพื้นฐานที่แข็งแรง: ไม่ซับซ้อน ใครก็เข้าใจได้ เป็นพื้นฐานที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ร่วมกัน
ไม่ต้องพึ่งพาข้อมูลเศรษฐศาสตร์: ไม่ต้องรอรายงานประจำตรรมาชาติหรือข่าวสำคัญอื่น ๆ เพียงแต่ดูกราฟแล้วอ่าน
ช่วยระบุแนวโน้มอย่างมีประสิทธิภาพ: ถ้าคุณใช้ได้ดี คุณจะเห็นทิศทางตลาดที่ชัดเจน แล้วเทรดตามแนวโน้มนั้น
ทฤษฎีที่ทำงานได้จริง: 100 ปีถือเป็นการทดสอบในทุกยุคสมัย
ข้อเสีย ⚠️
ล้าหลังหนึ่งหรือสองก้าว: การต้องรอสัญญาณยืนยันจากหลาย ๆ มุม หมายความว่าบางครั้งราคาจะเคลื่อนไปกระหน่ำแล้ว ขณะที่คุณยังรอสัญญาณ
ไม่สนใจข้อมูลพื้นฐาน: ถ้าบริษัทได้มีข่าวสุดเศร้า Dow Theory อาจบอกว่า “แนวโน้มยังขึ้น” ในขณะที่ราคาจะดิ่งลงเพราะข่าวพื้นฐาน
ต้องการทักษะและประสบการณ์: เห็นกราฟแล้วบอกว่า “อ่านตามทฤษฎีดาว” นั้นง่าย แต่ทำจริง ๆ ต้องมีสายตาคม ความอดทน และวินัยในการเทรด
วิธีการเทรด: จากการวิเคราะห์ไปถึงการแสดงฝีมือ
ระหว่างทิ่ม Dow Theory กำหนดให้แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) ก็มีโอกาส เทรดด้าน Long (ซื้อ) เพื่อเก็งกำไรจากการขึ้น
ตัวอย่างเช่น: ถ้ากราฟของสินค้า (เช่น ทองคำ) แสดงให้เห็นว่า:
นั่นคือสัญญาณของ Uptrend ที่แข็งแกร่ง
ในกรณีนี้ คุณสามารถ:
เลือกเข้า Long (Buy Order) เพราะคาดการณ์ว่าตลาดจะเดินขึ้นต่อ
กำหนดจำนวนเงิน (Lot Size) ตามความยินดีที่ยอมรับความเสี่ยง
เลือกเลเวอเรจที่เหมาะสม โดยไม่โลภเกินไป
ตั้ง Stop Loss (จุดตัดขาดทุน) ต่ำกว่าจุดต่ำสุดล่าสุด (Lower Low ที่ผ่านมา)
ตั้ง Take Profit (จุดกำไร) ที่ระดับที่คุณเชื่อว่าตลาดจะพบการต้านทาน
ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าคุณเห็นแนวโน้มขาลง (Downtrend) คุณก็สามารถเทรด Short (ขาย) เพื่อทำกำไรจากการลง
สิ่งสำคัญ: เครื่องมือเช่น CFD (Contract for Difference) ช่วยให้คุณสามารถเทรดได้ทั้งสองทาง - ขึ้นและลง - ภายในบัญชีเดียวกัน นี่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญสำหรับใครที่ต้องการใช้ Dow Theory อย่างเต็มศักยภาพ
สรุป: ความรู้เท่านี้ก็พอแล้ว
ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นในโลกของการเทรด ทฤษฎีดาวเทียรี่ ไม่ควรจะเป็นสิ่งที่ฟัง แบบมากมาย มันเป็นก้อนหินราก - บางทีคุณสามารถสร้างอาคารปราสาททั้งหมดได้โดยอาศัยพื้นฐานนี้
ความเข้าใจ:
สำหรับนักลงทุนที่มองตลาดระยะยาว ทฤษฎีดาวเทียรี่ช่วยให้คุณเห็นภาพใหญ่ สำหรับนักเก็งกำไรระยะสั้น มันช่วยให้คุณใช้โปรแกรมธรรมชาติเพื่อเลือกช่วงที่โอกาสมากที่สุด
อย่างหนึ่งที่ต้องจำไว้ - ไม่มีทฤษฎี ไม่มีระบบ ไม่มีเครื่องมือที่ให้กำไร 100% แต่ทฤษฎีดาวเทียรี่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทำงานบ่อยที่สุด และให้อัตราความสำเร็จสูง เมื่อนักลงทุนมีวินัย ความเป็นกลาง และความอดทนเพื่อเทรดตามสัญญาณจริง ๆ
เริ่มต้นจากนี้ - ลองใช้ทฤษฎีดาวเทียรี่ในบัญชีเทรดจำลองสักพักหนึ่ง สังเกตอบรม และค่อย ๆ เพิ่มความเชื่อใจของคุณ ก่อนที่จะเทรดเงินจริง เพราะจำไว้ว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ต้องเป็นกำลังเสมอ